head-banhardsumlan207
วันที่ 24 ตุลาคม 2021 7:56 AM
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านหาดสำราญ มิตรภาพที่ 207
โรงเรียนบ้านหาดสำราญ มิตรภาพที่ 207
หน้าหลัก » นานาสาระ » Stay Hungry, Stay Foolish

Stay Hungry, Stay Foolish

อัพเดทวันที่ 7 ธันวาคม 2020

“Stay Hungry, Stay Foolish” “จงกระหาย และ ทำตัวให้โง่ตลอดเวลา”

Stay Hungry

Stay Hungry สตีฟ จอบส์ ผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ได้กล่าวประโยคที่มีคุณค่าคำนี้ไว้ให้เป็นแนวทางกับคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการไขว่คว้าความสำเร็จเช่นเดียวกับเขา “จงกระหาย และทำตัวให้โง่ตลอดเวลา” มี ซึ่งถ้าเทียบกับคำกล่าคำคมของไทยที่มีความหมายเหมือนกันก็คือ “อย่าทำตัวเป็นน้ำล้นแก้ว แต่จงทำตัวเป็นแก้วเปล่าที่วางหงาย พร้อมจะรับน้ำใหม่ได้เสมอ”

ถ้าจะพูดให้เข้าใจกันแบบง่ายๆก็คือ จงพร้อมที่จะเรียนรู้ได้ทุกเมื่อ และอย่าหลงระเริงว่าตนเองฉลาดและรู้ทุกอย่างโดยไม่เปิดตามอง หรือเปิดใจรับความรู้ทีมีอยู่รอบตัว เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์ประเสริฐ เกิดมาพร้อมสมองที่สามารถรับการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนโลกใบนี้ และไม่มีใครป่วย หรือตายเพราะการเรียนรู้ที่เยอะเกินไป

การเรียนรู้ไม่ได้หมายถึงแค่การอ่าน หรือการฟังความรู้ แต่รวมถึงเรื่องของการสร้างประสบการณ์ให้ตนเองได้เรียนรู้ด้วยบทเรียนแห่งความสำเร็จและความล้มเหลว เรียนรู้ที่จะลองผิดลองถูก เพราะบนโลกนี้ ทฤษฎี คำคม ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ ก็ล้วนแต่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ทั้งสิ้น

มนุษย์เราเกิดมา ไม่ใช่เพียงแต่หวังที่จะได้ หวังที่จะเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว การเป็นผู้ให้ ก็เป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับจึงจะเกิดความสมดุลกับชีวิต จงมองความรู้เป็นดังของหวาน ที่เห็นเมื่อไหร่แล้วอดใจไม่ได้ที่จะกินมัน และเมื่อมีมากกว่าคนอื่น ก็จงยินดีที่ที่จะถ่ายทอดและแบ่งปันให้กับบุคคลอื่น เพราะการแบ่งปันหรือการให้ นั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ยิ่งให้ยิ่งเพิ่มมากไม่มีวันหมดไปเสมือนคุณมีเทียนที่จุดสว่างเพียงคนเดียว คุณก็ให้คนอื่นมาต่อเทียนไปจากคุณ คุณอื่นต่อไปแล้วเทียนคุณก็ยังสว่างอยู่ไม่หายไปไหน แต่ความสว่างในความมืดได้กระจายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น

และการให้ความรู้ เป็นการให้ที่ไม่มีวันจบสิ้น เป็นการให้ที่เสมือนฃนสอนคนให้รู้จักวิธีหาปลา ไม่ใช่เอาปลาไปให้เขากิน เพราะการเอาปลาไปให้เขากิน กินแป๊ปเดียวก็หมดไป และเขาก็จะไม่มีปลากินเช่นเดิม แต่ การสอนให้เขารู้จักวิธีหาปลา ไม่ว่านานแค่ไหนเขาก็ยังหาปลามากินได้เสมอ เช่นเกี่ยวกับความรู้ที่คุณมีและถ่ายทอดให้กับผู้อื่น มันเป็นมรดกทางปัญญาที่ล้ำค่า ไม่มีวันใช้หมด

คนบางคน รู้ไม่มากแต่อวดฉลาด คุยโวโอ้อวดความรู้ คนประเภทนี้ มีแต่จะเสียเปรียบ ทำตัวเหมือนกบในกะลา ที่ไม่ยอมเปิดกะลาออกมารับรู้โลกภายนอก คิดว่าตนเองรู้มากแล้วเก่งมากแล้ว จึงไม่มีโอกาสที่จะได้รับความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันโลก คนประเภทนี้มักไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในสังคม เพราะไม่มีใครชอบคนที่โอ้อวด นิสัยเช่นนี้เหมือนการปิดประตูชีวิตไม่รับความรู้ใดๆ เพราะลืมคิดไปว่าโลกสมัยนี้ มันก้าวหน้าไปได้ทุกๆวินาที วินาทีนี้เป็นเช่นนี้ แต่วินาทีถัดไปเปลี่ยนไปเสียแล้ว ผิดกับคนที่กระหายความรู้ และทำตัวให้โง่ตลอดเวลา เขาจะได้ความรู้จากคนรอบข้างที่โชว์ความฉลาดอยู่เสมอ เขาจึงเป็นผู้รับอยู่ตลอดเวลา

ทำไมจึง ต้องมีความรู้ ? ก็เพราะความรู้คืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดกว่าอาวุธใดๆในโลกนี้ เป็นอาวุธที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ไม่ต้องทำลายล้าง แต่สามารถ ทำให้คนแพ้หรือชนะในสนามประลองการต่อสู้ของชีวิต ผู้ที่มีความรู้ไม่ต้องออกกำลังมาก แต่ใช้ปัญญาในการต่อสู้ อย่างเช่นตำนานตอนหนึ่งของ พระพิฆเนศ เทพแห่งศิลปะ กและการประสบความสำเร็จ ที่มีข้อกังขากับ พระขันทกุมารเทพแห่งชัยชนะในการรบ ซึ่งเป็นบุตรของมหาเทพพระศิวะเช่นเดียวกันว่า ใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง เพราะเทพทั้งสองล้วนเกิดจากการสร้างของพระศิวะมิได้เกิดจากการปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา ซึ่งแม้แต่พระศิวะเองก็ไม่สามารถให้คำตอบนี้ได้

ว่าใครถูกกสร้างขึ้นมาก่อน จึงทรงรับสั่งกับพระโอรสทั้งสองว่า หากใครวิ่งรอบโลกได้ครบรอบก่อนคนนั้นจะได้เป็นพี่ ทันที่ที่รับสั่งเสร็จ พระขันทกุมารก็ออกวิ่งรอบโลกด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่พระพิฆเนศประทับยืนอยู่เฉยๆ ไม่ออกวิ่ง พระศิวะจึงตรัสถามว่าทำไมไม่วิ่ง พระพิฆเนศ จึงตรัสตอบพระบิดาว่า กระหม่อมไม่ต้องออกวิ่งไปไกลหรอก

แล้วพระพิฆเนศก็ออกเดินรอบองค์พระศิวะผู้เป็นพระบิดาจนครบหนึ่งรอบแล้วตรัสว่า ก็พระบิดาเป็นผู้สร้างโลก เพียงลูกเดินรอบพระบิดาก็เหมือนลูกได้วิ่งรอบโลกแล้วนี่พะยะคะ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ปัญญาแทนการใช้กำลัง แต่อย่างไรก็ดีในตำนานก็ยังคงบันทึกไว้ว่า พระขันทกุมารคือพี่ชาย และพระพิฆเนศเป็นน้อง

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ความรู่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ การที่โลกได้รับการพัฒนาที่ก้าวไกลจนมาถึงปัจจุบันนี้ก็เพราะมนุษย์ใช้ความรู้ที่มีมาพัฒฯ และเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องมนุษย์ย่อโลกใบใหญ่ให้เล็กด้วยปลายนิ้วมือที่สัมผัส ทำให้ในทุกๆ 3 เดือนโลกสามารถเกิดอัจฉริยะได้ ด้วยการใช้ปลายนิ้วมือค้นหาความรู้ในเรื่องที่เขาสนใจอย่างต่อเนื่องในเรื่องที่เขาสนใจอย่างไม่มีวันหมด ทุกสิ่งล้วนเกิดจากการกระหายที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งมนุษย์ก็เปิดประตูการเรียนรู้ให้กับผู้ที่กระหายความรู้อย่างไม่มีมีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับ สตีฟ จอบส์ ซึ่งประสบความสำเร็จระดับโลก

และเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมหาศาลด้วยพลังของความรู้ที่เขาสะสมมาอยู่เสมอ ด้วยคามกระหาย และดิคว่าตนเองเป็นคนโง่ที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเขาจะกลายเป็นคนต้นแบบทีประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเงิน และได้รับความศรัทธาจากผู้คนทั่วโลกแล้วก็ตาม สตีฟ จอบส์ ก็ยังไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้แม้แต่วันเดียว แล้วคุณ จะเลือกเป็นคนที่กระกายความ หรือเลือกที่จะทำตัวเป็นน้ำล้นแก้วไม่เรียนรู้อะไรเลย ชีวิตของคุณคุณเลือกได้!!1

สตรีแถวหน้าของเมืองไทยท่านหนึ่งเคยกล่าวกับพนักงานของเธอไว้ว่า “อย่าบอกว่าทำดีที่สุดแล้ว” เพราะถ้าบอกทำดีที่สุดแล้วนั่นหมายความว่า คุณจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ดีกว่านี้อีก เช่นเดียวกับความหมายอมตวาจาที่ สตีฟ จอบส์ได้กล่าวไว้ในข้างต้น

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

นานาสาระ ล่าสุด
Banner 1
Banner 2
Banner 3
Banner 4